บทความ

สร้างเว็บไซต์ เพิ่มโอกาสในการค้นหาของผู้คน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง

สำหรับสื่อในยุคใหม่ โดยปกติแล้วหลายคนยังคงคุ้นชินกับการโปรโมทสินค้าด้วยวิธี Boost Post บน Facebook แต่ความจริงแล้ว การโปรโมทสินค้าที่ดีมันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น และยังเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่าการที่เราจะใช้วิธีโปรโมทสินค้าเพียงแค่ช่องทางเดียว

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเราเข้าไปที่ Weserve หรืออาจจะรวมไปถึงแหล่งที่รวมฟรีแลนซ์เอาไว้เป็นจำนวนมากอย่างเช่น Fastwork เราจะพอเห็นถึงข้อมูลคร่าว ๆ ทันทีว่าการที่เราจะโปรโมทอะไรสักอย่างนึง มันมีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลายมากพอสมควร มีทั้ง Google Adwords ต้องทำ SEO แต่สิ่งที่สำคัญเป็นลำดับต้น ๆ หนึ่งในนั้นก็คือการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

เว็บไซต์ในที่นี้จะเป็นลักษณะที่รองรับ E-Commerce โดยเฉพาะ ที่จะช่วยให้ผู้ขายสามารถจัดการในเรื่องสินค้าและการซื้อของลูกค้าได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นการจัดการในส่วนต่าง ๆ สามารถปรับแต่งได้คล่องตัวกว่าภายในเว็บไซต์ของเราเอง ไม่ว่าจะเป็น Theme ของเว็บไซต์ การจัดวาง Layout ในแต่ละส่วน ถอดส่วนนี้ออก เพิ่มส่วนนี้เข้าไป โดยที่เราไม่จำเป็นต้องใช้วิธี Pin Post แบบที่เคยทำบนโซเชียล มีเดียเพียงวิธีเดียว ซึ่งอันที่จริงสิ่งนี้ถือเป็นช่องโหว่นึงเพราะว่าสามารถ Pin Post ได้แค่โพสต์เดียวเท่านั้น ส่วนโพสต์อื่น ๆ ที่อัพเดตตามมาจะค่อย ๆ ร่วงหล่นลงไป ต่างกับการจัดการในเว็บไซต์ชัดเจนที่สามารถควบคุมได้มากกว่า เลือกคอนเทนต์ที่สำคัญได้มากกว่า 1 อย่างภายในหน้าเดียว

การเพิ่มข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็สำคัญ นั่นถือเป็นการทำการตลาดบน Google อีกรูปแบบนึง ซึ่งในยุคนี้จะมีเว็บอย่าง pantipmarket และอีกหลาย ๆ เว็บที่เปิดรับการโปรโมทสินค้านานาชนิด แม้แต่บริการใน VRSCR888 จุดประสงค์หลักของการมีเว็บพวกนี้ไม่ได้มีเพียงการขายสินค้าที่เว็บไซต์นั้นโดยตรงเท่านั้น แต่เป็นการทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเราได้เข้าไปปรากฎอยู่ใน Google ทำให้การค้นหาในแต่ละครั้งมีโอกาสที่จะเจอเว็บไซต์เราแสดงขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก แน่นอนว่าการที่เว็บไซต์ได้ขึ้นมาอยู่ในหน้าแรกนั้น มีโอกาสสูงที่ผู้ค้นหาจะคลิกเข้าไปในเว็บนั้น เมื่อเราดูข้อมูล Traffic จากทาง Google แล้ว ชัดเจนว่าตัวเลขมากกว่าเว็บไซต์ที่ขึ้นมาในหน้า 2 อยู่หลายเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม การทำโฆษณาบนเฟซบุ๊ก หรือ Facebook Ads ก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย สาเหตุนั้นมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ที่เปิดรับสื่อผ่านทางเฟซบุ๊คเป็นหลัก ในการกดเข้าไปดูเนื้อหาหรือสินค้าแต่ละอย่างบนช่องทางนี้ มีการเก็บสถิติไว้อย่างละเอียดโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงความชอบ ความสนใจ และทำให้รู้ว่าตัวผู้ใช้งานนั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายประเภทใด จากนั้นจึงสอดแทรกสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เข้ามาให้เห็นบนหน้าฟีดของเฟซบุ๊กอย่างแนบเนียน

ในส่วนของงานที่เรียกได้ว่าเป็น Project เหล่านี้ โดยปกติแล้วจะใช้เวลาอย่างน้อย 15 วัน แต่ส่วนมากจะต้องใช้เวลา 30 วันขึ้นไป เพื่อให้ชิ้นงานที่ทำออกมาเห็นผลชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากที่สุด